รีวิว Porsche Design P’9982 by BlackBerry: ความหรูที่แตกต่าง?

ในบรรดาโทรศัพท์มือถือตลาดหรู หนึ่งในชื่อผู้เล่นที่อยู่ในตลาดนี้มาตั้งแต่ปี 2008 ก็คือ Porsche Design บริษัทลูกของค่ายรถยนต์ชื่อดัง Porsche จากเยอรมนี ที่ทำตลาดในหมวดสินค้า P’9000 โดยตอนแรกทำกับ Sagem หนึ่งในผู้ผลิตโทรศัพท์ ก่อนที่จะมาร่วมมือกับ BlackBerry ในภายหลัง

Blognone มีโอกาสได้เครื่อง Porsche Design P’9982 ซึ่งถือเป็นเครื่องในรุ่นที่สองที่ Porsche Design ทำร่วมกับ BlackBerry มารีวิวอยู่ได้ระยะหนึ่งที่คิดว่าพอสมควรแล้ว จึงขอถ่ายทอดออกมาเป็นรีวิว ข้อมูลสเปคอยู่ในข่าวเก่า เข้ารีวิวของเรากันเลยดีกว่าครับ

คำเตือน ภาพเยอะมาก โปรดใช้วิจารณญาณในการเปิดบนอุปกรณ์พกพาของท่าน

ภายนอกของเครื่อง

เนื่องจากผมได้รับมาเฉพาะตัวเครื่องกับอุปกรณ์ ดังนั้นผมคงไม่มีการแกะกล่องให้ชม แต่เนื่องจาก BlackBerry มีวิดีโอการแกะกล่องอยู่แล้ว เลยขออนุญาตใช้วิดีโอนี้แทนนะครับ (ฟังภาษาอังกฤษกันไปนะครับ มีคนเคยบอกพวกเราว่า “ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว”)

ตัวเครื่องของ Porsche Design P’9982 (จากนี้จะเรียกว่า P’9982) ถ้าดูครั้งแรก ต้องถือว่าคงเอกลักษณ์ของการออกแบบ (design language) ของ Porsche Design เอาไว้อย่างชัดเจน โลโก้เห็นอย่างเด่นชัด และคงเหลี่ยมมุมเอาไว้ให้มากขึ้น ดูหรูหราครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าคนที่เคยใช้ BlackBerry Z10 มาแล้ว ก็จะต้องบอกว่า มันคือ Z10 ที่ทำศัลยกรรม (เหลาคาง) ให้ดูเป็นผู้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (และโดยเนื้อแท้ มันคือ Z10 รุ่นหรู)

Front View, P’9982

Porsche Design logo

ฝาหลังของเครื่อง ซึ่ง Porsche Design ระบุว่าใช้หนังวัวแท้จากอิตาลี ห่อหุ้มด้วยมือทุกอัน (มีรุ่นพิเศษที่ใช้หนังจระเข้จำนวน 500 เครื่องด้วย) ซึ่งโครงสร้างของฝาขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์อีกชั้นหนึ่ง เท่าที่สัมผัสแล้วให้ความรู้สึกที่ดีมาก (แม้จะไม่เท่า Vertu ที่ใช้หนังลูกวัว) ความรู้สึกที่ได้ต่างจากฝาหลังหนังปลอมของมือถือเรือธงบางเจ้าอย่างมีนัยสำคัญ

Back of P’9982

Backplate of P’9982, outer side

Backplate of P’9982, inner side

เรื่องอื่นๆ เช่นตำแหน่งพอร์ตต่างๆ รวมถึงลำโพงและเสียงทั้งหมด ยังคงเหมือนเดิมจาก Z10 ดังนั้นแล้วในส่วนนี้ผมคงมีแต่ภาพรอบๆ ตัวเครื่องมาให้ชมนะครับ (ในภาพที่เป็นเทปแปะสี คือยังไม่ได้ลอกออกมาครับ)

Right side of P’9982

Left side of P’9982

Top of P’9982

Bottom of P’9982

จะสังเกตได้ว่าทรงของเครื่อง P’9982 นั้นแม้จะพอๆ กับ Z10 แต่ความรู้สึกด้านการออกแบบ ทำให้ตัวเครื่องดูเหมือนว่าจะผอมกว่าอยู่เล็กน้อย เรื่องของน้ำหนัก ถ้าเทียบกับ Z10 ที่เป็นเพียงพลาสติกก๊อบแก๊บแล้ว P’9982 ให้ความรู้สึกที่แน่นกว่ามากด้วยโครงสร้างที่ขึ้นด้วยอะลูมิเนียม ซึ่งตามมาด้วยน้ำหนักที่มากกว่านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความหนักนี้ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกในการถือเครื่องเสียไป ตรงกันข้าม กลับรู้สึกถึงความกระชับในการถือมากกว่าเสียด้วยซ้ำ (และทำให้รู้ว่าคิดถึงมือถือจอเล็กมากแค่ไหน)

เทียบกับ Z10 (ฝาหลัง)

P’9982 vs. Z10 LE

ภายในเครื่องของ P’9982 จะจัดตำแหน่งต่างจาก Z10 ที่วางจำหน่ายในเมืองไทยอยู่เล็กน้อย (สเปคต่างกัน) ข่าวดีก็คือ แบตเตอรี่สามารถใช้ทดแทนกันได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่แปะยี่ห้อ Porsche Design แต่ประการใด

P’9982 vs. Z10 LE internal

เทียบ P’9982 กับ HTC One (M7)

P’9982 vs. HTC One M7

ซอฟต์แวร์ภายใน

boot screen

ซอฟต์แวร์ภายในของ P’9982 เป็น BlackBerry 10 รุ่น 10.2 ที่ได้รับการปรับแต่งในเรื่องของหน้าตา (look & feel) ให้สอดคล้องกับการออกแบบของ Porsche Design ดังนั้นคงไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก BlackBerry 10 ในจุดนี้ นอกจากนั้นคงเป็นเรื่องของความจำของเครื่องที่ให้มาถึง 64 GB และหน่วยประมวลผลเป็น Qualcomm Snapdragon ที่ดีกว่า TI OMAP ซึ่งใช้ใน Z10 รุ่นที่วางจำหน่ายในเมืองไทย

Main Screen Information, BlackBerry Virtual Expert Screen

อย่างไรก็ตาม มีจุดที่ถือว่าเป็นเฉพาะ (exclusive) ให้กับเครื่องนี้อยู่สามจุด

  • นาฬิกาเฉพาะสำหรับ P’9982 (คาดว่ามีด้วยใน P’9983)
  • เสียงเรียกเข้า (ringtone) พิเศษชื่อว่า “Porsche Design Ringtone Evolve”
  • รหัส BBM PIN หมวดพิเศษ (จากข้อมูลเป็นหมวด 2AA)

นอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็ไม่ได้มีความพิเศษหรือแตกต่างไปจากเครื่องอื่นๆ แต่ประการใด ซอฟต์แวร์ทำงานได้ลื่นไหลดีตามอัตภาพ แต่การใช้งานก็ยังคงความยากเท่าเดิม (น่าจะแก้ไขให้ดีกว่านี้ ตั้งแต่รุ่น 10.3 เป็นต้นไป) BlackBerry World ที่เป็นแอพสโตร์ของเครื่อง ก็ยังคงสภาพ “ยามร้าง” เอาไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง (สถานการณ์เช่นนี้อาจเปลี่ยนไปเมื่อรุ่น 10.3 มี Amazon Appstore ติดมาให้ด้วย) แต่จุดที่ดีอย่างหนึ่ง (ดีกว่า Windows Phone แน่ๆ) คือการที่สามารถเชื่อมเข้ากับบริการต่างๆ ที่คนอื่นใช้ได้ อย่างเช่น GTalk ของ Google ที่สามารถใช้ได้บน BlackBerry 10 เป็นต้น

Clock Device Monitor

กล้อง

แม้ว่า BlackBerry ไม่เคยเน้นจุดขายของกล้องเลย (แตกต่างจาก Lumia ชัดเจน) แต่ภาพถ่ายตั้งแต่ BlackBerry Z10 ก็ออกมาได้ดีมากในบางสถานการณ์ และ P’9982 ก็ได้รับความสามารถเช่นนั้นมาเหมือนกัน ซึ่งก็แปลว่าในสภาพที่มือไม่นิ่งหรือค่อนข้างมืด P’9982 ถ่ายภาพออกมาได้ค่อนข้างแย่ ในสภาพแสงกลางๆ ถ่ายออกมาได้ไม่ชัด แต่ถ้าแสงพอและแสงให้ ภาพที่ออกมาจะสมบูรณ์มาก (ผมเคยใช้ Z10 ถ่ายภาพอยู่พักใหญ่ๆ จนเลิกใช้ไปเมื่อได้ Lumia 930 มาแทน) ลองดูภาพตัวอย่างด้านล่างนี้

ไก่ย่างกระเทียม

ผัดมะเขือยาว

เคาหยก

หมูย่าง

เนื้อผัดพริกไทดำ

สลัดโบโลญาไก่

Chocolate Cake

King of the Hotel

สรุป

หน้าเครื่อง

ถ้าถามผมว่า P’9982 มีอะไรที่โดดเด่น? สิ่งเดียวที่ผมคงพอจะตอบได้คงเป็นเรื่องของการออกแบบและวัสดุที่เลือกใช้สำหรับเครื่อง ซึ่งทำได้หรูหราและสมกับความเป็นโทรศัพท์ที่จับในตลาดหรูเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ซอฟต์แวร์ภายในยังคงเป็น BlackBerry 10 ทำให้ทำงานได้จำกัดจำเขี่ย และชวนผมให้รู้สึกย้อนหลังกลับไปประมาณเมื่อช่วงปีที่แล้ว ซึ่ง BlackBerry 10 ตั้งความหวังเอาไว้อย่างมาก (แล้วก็พบว่าทำไม่ได้ตามที่หวัง แม้จะเอาเงินหรือกำลังทรัพยากรคนลงไปเท่าใดก็ตาม) แต่ก็ล้มเหลว ซึ่งถ้าดูจากสถานการณ์ BlackBerry 10.3 ที่จะมี Amazon Appstore ติดมาด้วย อาจจะช่วยบรรเทาสถานการณ์แบบนี้ได้ แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

ด้วยราคาวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาที่เฉียด 70,000 บาท (ราคาทางการคือ 1,990 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 65,000 บาท) หรือในยุโรปที่เกิน 50,000 บาท (ราคาทางการคือ 1,250 ยูโร หรือประมาณ 51,000 บาท ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) แม้ว่าเมื่อเทียบกับมือถือหรูร่วมอุตสาหกรรมอย่าง Vertu ที่เปิดราคามาประมาณ 300,000 – 400,000 บาท ในรุ่นเริ่มต้น ถือว่า P’9982 อยู่ในระดับที่ “ซื้อได้ง่าย” กว่า Vertu แต่เมื่อคิดถึงความสมเหตุสมผลแล้ว ราคาของ P’9982 อยู่ในจุดที่ความ “สมเหตุสมผล” ไม่อยู่ในสมการอีกต่อไปแล้ว

ยกเว้นก็เสียแต่ว่า ถ้าไม่หาได้ในราคาถูก, ได้มาฟรี ก็จะต้องเป็นคนที่ “เงินไม่ใช่ปัญหา” สำหรับชีวิตเท่านั้น การซื้อ Porsche Design เครื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้ว

ข้อดี

  • คุณภาพของวัสดุและการขึ้นโครงของเครื่องดีมากๆ
  • กล้องที่ถ่ายในที่สว่างได้ดีมาก
  • ราคาถูกเมื่อเทียบกับโทรศัพท์หรูรุ่นอื่นๆ

ข้อเสีย

  • ราคาที่แพงกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วไปอย่างมากๆ (เราจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้มือถือ ราคาเกินหมื่นในปัจจุบัน?)
  • กล้องที่ถ่ายในที่มืดหรือสถานการณ์มือสั่น แสงไม่พอ ให้ภาพออกมาแย่มาก
  • BlackBerry 10 ที่เป็นจุดบอดของเครื่องทั้งหมด และทำให้ความน่าซื้อของเครื่องแทบเป็นศูนย์

ที่มา blognone

loading...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *